"การเลือกข้าง" ไม่ช่วยอะไร เชื่อเหอะ
posted on 08 Feb 2010 15:21 by taxistoriesเพราะสีไหนก็ช่วยคุณจริงๆ ไม่ได้หรอก...
นอนฟังเสียงรถสิบล้อถอยเข้าถอยออกบดพื้นเหล็กในไซท์ก่อสร้างคอนโดชื่อดังโดยมีคนงานผู้ชายสี่ห้่าคนตะโกนกำกับทิศทางตอนตีสามของคืนวันเสาร์
ต่อมาจนถึงเช้าวันอาทิตย์ที่เสียงอุปกรณ์ตัดเหล็ก เสียงทุบ เสียงเหวี่ยงเหล็กชิ้นใหญ่ ๆ ดังประสานกันตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า
เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นมาเป็นปีแล้วตั้งแต่เริ่มการก่อสร้าง ประชาชนที่อยู่โดยรอบต่างพากันร้องเรียนในเรื่องเดือดร้อนต่าง ๆ ที่การก่อสร้างโครงการใหญ่โตบนถนนในซอยที่ดูไม่สมดุลย์กับตัวอาคารได้ก่อขึ้น
ผู้เขียนเองโทรศัพท์ไปร้องเรียนที่เขตหลายครั้ง ฝ่ายโยธาให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือของเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ “ตรวจการ” มา เมื่อโทรไปก็ได้รับคำตอบว่าจะไปตรวจสอบให้ แน่นอน เสียงยังดังเหมือนเดิมทั้งตอนหกโมงเช้า ดึกดื่น และวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่มนุษย์ควรได้พักผ่อน
อีกอย่าง เวลาที่คอนโดทำอะไรกันตอนตีสองตีสามหรือหกโมงเช้าวันอาทิตย์ ก็ไม่ใช่วันทำงานของเขต โทรไปตามเบอร์โทรศัพท์มือถือที่ให้มา เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวบอกอย่างหงุดหงิดว่าอยู่ต่างจังหวัดไม่สามารถช่วยได้ ให้โทรไปที่ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายเทศกิจบอกว่าเป็นเรื่องของทางสิ่งแวดล้อม เทศกิจช่วยไม่ได้ วันจันทร์ให้เข้ามาเขียนคำร้อง
ตีสองอีกวันหนึ่งที่รถสิบล้อเข้าออกไซท์อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหมด ตัดสินใจโทรไปหาตำรวจ หลังจากโทรไปตามแล้วตามอีกสองสามครั้ง ตำรวจสน.บางซื่อตอบอย่างหนักแน่นว่า อีกเดี๋ยวหนึ่งเค้าก็จะเสร็จแล้ว ให้ทนหน่อย ตอนนั้นเกือบตีสาม
วันจันทร์เข้าไปที่เขต เจ้าหน้าที่ฝ่ายสิ่งแวดล้อมแจ้งว่า ตามกฎหมายรถใหญ่มาก ๆจะไม่สามารถเข้ามาในเมืองเวลากลางวัน การขนของที่ต้องใช้รถใหญ่เช่นนี้จึงต้องทำตอนกลางคืน
สรุปว่า มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ
สำนักงานเขตอนุมัติให้คอนโดดังกล่าวผ่านการตรวจมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเรียบร้อย
เมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาราชการที่เราเสียภาษีจ่ายเงินเดือนให้ได้ เราจึงต้องหันไปขอความเห็นใจจากฝ่ายคอนโดซึ่งเป็นบริษัทเอกชนแทน ฝ่ายบริษัทเอกชนก็รีบส่งตัวแทนโทรมาอย่างรวดเร็ว นั่นคือ โฟร์แมนที่คุมไซท์ก่อสร้าง โทรมาบอกว่าถ้ามีความเดือดร้อนอะไรก็ให้โทรหาเขา เขาจะพยายามจัดการให้ การสกัดคอนกรีตตอนหกโมงเช้าจึงค่อยเบาบางลง จนเมื่อเหตุการณ์เช่นเดียวกันเกิดขึ้นในคืนวันหนึ่ง คือ ห้าทุ่มแล้วยังมีการสกัดปูนเจาะเหล็ก ทุบกันเสียงดังสนั่น ผู้เขียนก็โทรศัพท์ไปหาเขา เขาบอกว่าวันนี้ตำรวจมีภารกิจพิเศษต้องปิดซอย และได้สั่งให้เขาหยุดการก่อสร้างเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง เขาจึงต้องหยุดจนตำรวจมาอนุญาตให้ทำต่อได้ตอนห้าทุ่มนี่แหละ ถามเขาว่าทำพรุ่งนี้ไม่ได้หรือ เขาบอกว่าเขาหยุดทำไม่ได้เพราะถ้าหยุด ปูนจะแห้ง ต้องทำให้เสร็จภายในคืนนี้ ยังไงก็ทน ๆ เอาหน่อย ไม่น่าเกินสองชั่วโมง
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการจะไปขอความเห็นใจจากโฟร์แมนเรื่องรถบรรทุกเข้าออกไซท์ตอนตีสองตีสามคงจะเป็นการเสียเวลาเปล่า เพราะเขาก็ทำอย่างถูกต้องที่จะต้องเอารถเข้ามาตอนกลางคืนเท่านั้น และก็ได้รับการอนุญาตให้สร้างได้จากทางราชการเรียบร้อยแล้ว
มีปัญหาอะไรก็ต้องไปไล่เบี้ยเอากับทางราชการจึงจะถูกต้องตามตรรกะ
แต่ตรรกะดูจะไร้ประโยชน์เมื่อต้องมาเจอกับสิ่งที่เรียกเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากความเสื่อมสลายของระบบ
Malcolm Gladwell กูรูทางด้านการอธิบายปรากฎการณ์ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาผู้โด่งดัง ได้บรรยายไว้ในตอนหนึ่งของหนังสือ The Tipping Point เกี่ยวกับความพยายามควบคุมปริมาณอาชญากรรมในมหานครนิวยอร์คในช่วงค.ศ.1980 โดยที่หัวหน้าตำรวจรถไฟนิวยอร์ค นายวิลเลี่ยม แบรตตัน ซึ่งเพิ่งมารับตำแหน่งเป็นคนที่เชื่ิอในทฤษฎี “Broken Window” หรือ ทฤษฎีกระจกหน้าต่างแตก กล่าวคือ ถ้าในถิ่นหนึ่งถิ่นใด คนเห็นกระจกของอาคารแตก แล้วถูกทิ้งให้แตกอยู่เช่นนั้น ไม่มีการซ่อมแซม จะเป็นการส่งสัญญาณให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเกิดความเข้าใจโดยอัตโนมัติว่า บริเวณนั้นเป็นที่ ๆ ไม่มีใครใส่ใจ ไม่มีใครดูแล และไม่มีใครคุ้มกฎ ในไม่ช้ากระจกบานอื่นก็จะถูกทำให้แตกอีก สร้างบรรยากาศของความไร้ระเบียบ สับสนอลหม่าน ความรู้สึกว่าเป็นที่ ๆ จะทำอะไรก็ย่อมทำได้ และกลายเป็นถิ่นอนาธิปไตย (Anarchy)ในที่สุด
ตำรวจรถไฟนิวยอร์คนำทฤษฎีนี้มาใช้จัดการกับระบบรถไฟใต้ดินซึ่งขณะนั้นเป็นแหล่งอาชญากรรมที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย กรรโชกทรัพย ข่มขืน ฆาตกรรม ตลอดจนคดีลหุโทษต่าง ๆ เช่น การโกงค่าโดยสารโดยการกระโดดข้ามเครื่องเก็บเงิน หรือ การพ่นสีสเปรย์บนรถไฟทั้งนอกและในตัวรถ
ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าตำรวจรถไฟนิวยอร์ค วิลเลี่ยม แบรตตัน สั่งให้จับปรับคนที่โกงค่าโดยสารทุกคนอย่างไม่มีข้อยกเว้น ช่วงแรกเขาถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักเนื่องจากว่ายังมีอาชญากรรมร้ายแรงที่เกิดขึ้นในรถไฟใต้ดินอีกมากที่ต้องการการดูแล การเสียกำลังตำรวจมาจับปรับคนที่ไม่ได้เป็นอาชญากรจริง ๆ จัง ๆ แต่แค่เห็นคนอื่นทำก็ทำตามกันไปนั้น เป็นการวางนโยบายที่ไร้สาระมาก ๆ แบรตตันไม่หวั่นไหว เขายังคงดำเนินนโยบายเดิม คนที่ทำผิดโกงค่าโดยสารจะถูกตำรวจนอกเครื่องแบบจับ ถูกนำขึ้นรถกรงพาไปทำประวัติที่สถานีตำรวจและปรับเงิน ทำให้เสียเวลาอย่างน้อยก็ครึ่งวัน นอกจากนี้ คนที่โกงค่าโดยสารจำนวนมากก็ยังสามารถถูกจับในข้อหาอื่น ๆ ด้วย เพราะเมื่อค้นตัวมักจะพบอาวุธที่พกพาโดยผิดกฎหมาย พบว่าเป็นบุคคลที่มีหมายจับ หรือมีประวัติเกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมอื่น ๆ ด้วย ว่ากันว่าเป็นนาทีทองการทำผลงานของตำรวจกันเลยทีเดียว เมื่อมีการปฎิบัติเช่นนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง พวกอาชญากรทั้งที่เป็นโจรกระจอกและไม่กระจอกก็เริ่มรู้ตัว เลิกพกอาวุธขึ้นรถไฟใต้ดินและหันมาจ่ายค่ารถเพื่อจะได้ไม่ต้องมีปัญหา การจับคนที่ทำผิดเบา ๆ เหล่านี้ไปสักพักหนึ่งทำให้การโกงค่าโดยสารลดลง ภาวะการขาดทุนของรถไฟใต้ดินดีขึ้นตามลำดับ แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ “บรรยากาศแห่งการทำผิดกฎหมาย”ได้ลดลงไปอย่างมาก รถไฟใต้ดินดูเป็นที่ ๆ มีความอลหม่านน้อยลง แนวโน้มที่คนจะตัดสินใจกระทำความผิดก็ลดลงด้วย
ไม่ใช่แค่หัวหน้าตำรวจรถไฟเท่านั้น แต่ทางการรถไฟใต้ดินเองก็นำเอาทฤษฎีหน้าต่างแตกนี้มาใช้กับการบริหารการเดินรถไฟด้วย เดวิด กันน์ ผู้บริหารคนใหม่ที่ถูกจ้างมาเพื่อกอบกู้กิจการรถไฟใต้ดินที่ใกล้จะล่มสลาย ยืนยันว่าสิ่งแรกที่เขาจะทำคือ จัดการเรื่องของความสะอาดทั้งภายในและภายนอกตู้รถ การประกาศเช่นนี้ทำให้เขาถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักเช่นกัน เนื่องจากว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนมองว่าน่าจะให้ความสำคัญเป็นลำดับท้าย ๆ ควรซ่อมรางและลดอาชญากรรมให้ได้เสียก่อน มีการเปรียบเทียบว่าเหมือนกัปตันเรือไททานิคระดมลูกเรือไปทำความสะอาดขัดถูเรือทั้ง ๆ ที่เรือกำลังจะพุ่งไปชนภูเขาน้ำแข็ง แต่ทางผู้บริหารใหม่ของการรถไฟเห็นว่าต้องปรับปรุงให้ขบวนรถมีบรรยากาศที่ดีเสียก่อน กล่าวคือ ได้ทุ่มงบประมาณเพื่อทำความสะอาดรถทั้งภายในและภายนอกทุกวัน เหล่าเด็กวัยรุ่นที่ชอบมาพ่นสีสเปรย์ประกาศศักดาทั้งภายในและภายนอกตัวรถจะไม่ได้มีโอกาสประกาศศักดาโชว์ใครเนื่องจากการรถไฟจะทำความสะอาดล้างสีพวกนี้ออกทั้งหมดทันที เรียกว่า พ่นได้พ่นไป พรุ่งนี้เช้าที่พ่นไว้ก็ไม่เหลือหลอ บรรยากาศของการใช้รถไฟใต้ดินเป็นที่ประกาศศักดาของแก็งค์วัยรุ่นค่อย ๆ ลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด การกระทำเช่นนี้่ประกอบกับนโยบายของตำรวจกับการจับปรับการกระทำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างจริงจัง ในปี 1990 อาชญากรรมที่เกิดในระบบขนส่งสาธารณะใต้ดินของนิวยอร์คลดต่ำลงอย่างผิดหูผิดตา ตำรวจนิวยอร์คร่วมกับนายกเทศมนตรีเริ่มเห็นดีเห็นงามและนำทฤษฎีกระจกแตกนี้ไปปฎิบัติด้วยโดยเริ่มโฟกัสความสนใจของเจ้าหน้าที่และทรัพยากรไปยังการต่อสู้กับความผิดเล็ก ๆ
น้อย ๆ ที่เป็นตัวสร้างบรรยากาศของความอลหม่าน หรือ ความรู้สึกไม่มั่นคงของประชาชนทั่วไป เช่น พวกมาเฟียเช็ดกระจกรถตามสี่แยก การปัสสาวะหรือเมาในที่สาธารณะ พวกทะเลาะวิวาท อย่างนี้เป็นต้น
นิวยอร์คในปัจจุบันกลายเป็นเมืองที่ค่อนข้างปลอดภัย อยู่ในมาตรฐานของเมืองใหญ่ทั่วโลก เขตฮาร์เล็มและบรองซ์ ไม่ได้ดูเหมือนในหนังดัง “เซอร์ปิโก้” (1973 ) อีกแล้ว
กลับมาที่กรุงเทพมหานครทั้งนอกซอยและในซอยบ้านผู้เขียน - จากการที่ได้อยู่อาศัยในซอยนี้มา 5 ปี และเป็นคนกรุงเทพฯมาตลอดชีวิต ผู้เขียนเริ่มจะรู้สึกถึงบรรยากาศอันไม่มั่นคงปลอดภัยมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อรถมอร์เตอร์ไซค์สามารถขี่สวนเลนแม้บนไฮเวย์และทางกลับรถ ขี่สวนทางวันเวย์ และขี่บนทางเท้าได้อย่างเป็นปกติ ผู้เขียนเริ่มรู้สึกถึงความอลหม่านเมื่อรถเก๋งนึกจะจอดตรงไหนก็จอดเพียงแค่เปิดไฟฉุกเฉิน ผู้เขียนรู้สึกถึงความล่มสลายของกฎหมายเมื่อทุกคนบนท้องถนนและโทลล์เวย์พากันจอดรถเพื่อดูโชว์เครื่องบินธันเดอร์เบิร์ดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมาอย่างหน้าตาเฉยและไม่มีใครได้รับโทษอย่างสาสมกับที่ควรจะได้รับ (ถ้าเป็นพ่อแม่หรือลูกของคุณป่วยจะต้องไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดแล้วเจอเหตุการณ์เช่นนั้น และคนเหล่านั้นได้รับการลงโทษเป็นใบสั่งราคาเพียงไม่กี่ร้อยบาท คุณว่ามันคือความยุติธรรมหรือไม่) ผู้เขียนรู้สึกถึงความผิดปกติเป็นอย่างยิ่งเมื่อทางเท้าที่แคบจนต้องเดินแถวตอนเรียงหนึ่งอยู่แล้วถูกขวางอย่างสิ้นเชิงด้วยตู้ไฟของร้านอาหารใหม่ที่เพิ่งมาเปิด และกลายเป็นสิ่งติดตั้งถาวรอยู่เช่นนั้น
ผู้เขียนเห็นความเปลี่ยนแปลงถดถอยเหล่านี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเมื่ออัตราการฉกชิงวิ่งราวในชุมชนที่อยู่อาศัยและบริเวณที่ทำงานเกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ การขอความช่วยเหลือจากรัฐเช่นขอไฟถนนที่สว่างขึ้นหรือขอความช่วยเหลือจากตำรวจล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ไม่ว่าฝ่ายบริหารจะอธิบายอย่างไรก็ตาม แต่ความจริงก็คือ ฝ่ายบริหารล้มเหลว (ผู้เขียนได้รับคำอธิบายที่ยืดยาวจากรัฐอยู่เสมอว่าทำไมเขาจึงปกป้องสิทธิของประชาชนไม่ได้) ไม่ใช่แค่รัฐบาลนี้ แต่มันคือการค่อย ๆ เสื่อมลงเรื่อย ๆ จน ณ วันนี้ ศรัทธาในระบบไม่มีอีกต่อไป ถ้าคุณคิดจะพึ่งพารัฐ หรือ กลไกทางการปกครองในระบบประชาธิปไตย คุณคือคนโง่ ไม่เข้าใจสังคม ไม่เข้าใจอะไรที่เป็น “แบบไทย ๆ” คุณคือคนซีเรียสที่ไม่เข้าใจคำว่า “หยวน ๆ”
ข้อเขียนนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อก่นด่าประจานเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หรือ สำนักงานเขต เพราะระบบก็ไม่ได้ส่งเสริมพวกเขาให้ปฎิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนที่เสียภาษีจ่ายเงินเดือนให้พวกเขามากนัก คนทุกคนก็ต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน แต่ว่า นี่คือสิ่งที่เราอยากให้ประเทศของเราเป็นหรือ ? เราจะเปลี่ยนมันได้อย่างไร หรือเราจะพากันหมุนเหวี่ยงลงสู่หลุมดำของอนาธิปไตยและเพียงหวังว่า เราจะไม่ต้องโชคร้าย ตกเป็นคนที่อยู่ตำ่ที่สุดของสังคมซึ่งก็จะตายไปเงียบ ๆ เพราะไม่มีกลไกอะไรไว้เพื่อปกป้องอุดหนุนเป็นที่พึ่งสักอย่าง
คุณจะ “หยวน ๆ” ได้มั้ยถ้าระบบที่ล้มเหลวนี้เป็นตัวการทำลายชีวิตของคุณหรือคนที่คุณรักมากที่สุด ?
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือเรื่อง The Tipping Point : How Little Things Can Make a Big Difference โดย Malcolm Gladwell
________________________________________________________________________